Review: Control (2019)


(Disclaimer: Review นี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน)
เท่าที่จำความได้ พ่อกับแม่ผมดู Series ต่างประเทศอยู่หลายเรื่อง 1 ใน นั้นคือ The X Files เป็นแนว Sci-fi ที่มีคู่หู เจ้าหน้าที่ FBI สำรวจสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติในแต่ละสัปดาห์ ด้วยความที่ยังเด็กผมก็จำรายละเอียดไม่ค่อยได้เท่าไร ตอนโตมาพวก Fiction แนวหน่วยงานรัฐกับสิ่งเหนือธรรมชาติก็มีให้เห็นเป็นระยะเช่น Fringe, SCP, Hellboy, Men in Black และ Control ก็เป็น 1 ในนั้น
ใน Control เราได้รับบทเป็น Jesse Faden ซึ่งในวัยเด็ก Jesse และน้องชายได้ไปเจอกับวัตถุเหนือธรรมชาติชิ้นหนึ่ง ต่อมาเจ้าหน้ารัฐที่มาตรวจสอบ และได้จับตัวน้องชายไป ตัดมาที่ปัจจุบันปัจจุบัน Jesse ตามเบาะแสจนมาเจออาคารของหน่วยงานของรัฐที่ชื่อ Federal Bureau of Control (FBC) ซึ่งเป็นที่ที่น่าจะขังน้องชายของเธอไว้ แต่เมื่อเข้าไปกลับพบกับอาคารที่เหมือนถูกทิ้งร้างที่เต็มไปด้วยร่างไร้การตอบสนองของเหล่าเจ้าหน้าที่ลอยนิ่งอยู่ในอากาศ เหลือเพียงแต่ภารโรงคนหนึ่งที่ยังทำงานอยู่ แล้วได้ไปเจอกับปืนหน้าตาประหลาดที่มีชื่อว่า Service Weapon ซึ่งได้ “เลือก”ให้ Jesse เป็นผู้อำนวยการคนใหม่ของ FBC และที่สำคัญอาคารนี้กำลังถูกสิ่งที่เรียกว่า Hiss บุกรุก


เกมเป็น 3D Metroidvania มุมมอง Third Person ที่สามารถสำรวจอาคารได้ตามอิสระ มีบางส่วนของตึกที่เข้าถึงไม่ได้จนกว่าเราจะปลดล็อคพลังพิเศษ ตัวเกมมี Main Quest ที่ดำเนินตามลำดับและ Side Quest ที่เลือกทำตามใจได้ ความน่าสนใจคือการเล่าเรื่องราวผ่านสภาพแวดล้อมร่วมกับ Collectibles จำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเอกสาร เทปเสียง หรือวิดีโอของหน่วยงาน FBC รวมถึงข้อมูลของวัตถุเหนือธรรมชาติต่างๆที่ถูกเก็บไว้ในตึกนี้เช่น ตู้เย็นที่ต้องมีคนคอยจ้องตลอดเวลา, สวิตช์ไฟที่เมือดึงสวิตช์ครบ 3 ครั้งจะ Teleport คุณไปที่โรงแรมแห่งหนึ่ง หรือแม้แต่ตัวอาคารของ FBC ที่มีชื่อว่า The Oldest House ก็มีความไม่ปกติเช่นกัน นอกจากการต่อสู้กับ Hiss พร้อมกับตามหาน้องชาย ยังมี Sidequest เพื่อตามจับวัตถุเหนือธรรมชาติที่หลุดการควบคุม วัตถุแต่ละชิ้นก็จะมี Mechanic ของตัวเองที่ไม่ซับซ้อน และเมื่อจับมาได้ก็อาจจะได้ปลดล็อคพลังพิเศษใหม่

จุดเด่นของ Control คือ Design ที่ชัดเจนตั้งแต่สถาปัตยกรรมแนว Brutalist โครงสร้างภายในที่เต็มด้วยโถงคอนกรีตเปลือยขนาดใหญ่, อุปกรณ์ และเทคโนโลยีย้อนยุค โซนของอาคารที่เกิดความผิดปกติต่างก็มีจุดเด่นเช่นส่วนที่มีแสงสีแดงประหลาดส่องอยู่ตลอด, พื้น และผนังที่บิดเบี้ยวที่ผิดไปจากหลักฟิสิกส์ หรือโถงทางเดินเขาวงกตที่ตกแต่งในแบบยุค ’70 ที่ผนังและพื้นเลื่อนสลับได้ตลอดเวลา ทาง Remedy ใส่ดีเทลต่างๆทำให้หน่วยงาน FBC ดูมีชีวิตขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น Term จำเพาะได้แก่ Object of Power, Altered World Event, ห้องทดลองต่างๆ เช่นห้อง”ความน่าจะเป็น”ที่เต็มไปด้วยวัตถุนำโชค, โซนเก็บวัตถุเหนือธรรมชาติที่มีลักษณะเหมือนคุกขนาดใหญ่ หรือเอกสารที่มีตั้งแต่เรื่องจิปาถะอย่างชวนเข้าชมรมวิจารณ์หนังสือ ไปจนถึงรายงานความเสียหายในกู้เก็บวัตถุ และคู่มือการรับมือปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ นอกจากนี้มี Live Action Video ที่สามารถเก็บได้จากการสำรวจอาคารจนมี 1 ในตัวขโมย Scene คือคุณ Matthew Porretta ที่รับบทเป็นหัวหน้าหน่วยวิจัย Dr Casper Darling ที่มักจะโผล่มาเสมือนเป็น Guide ให้ผู้เล่น ส่วนตัวผมยกให้เป็น Setting และ World Building ที่ชอบลำดับต้นๆ

ในด้านอาวุธที่มี 2 อย่างคือ 1.) ปืน Service Weapon ที่มีลักษณะเป็นบล็อคหินสีดำหลายชิ้นที่มาประกอบกันเป็นรูปปืน และสามารถเปลี่ยนเป็นรูปแบบต่างๆเช่น ยิงลูกปรายเหมือนปืนลูกซอง, ยิงรัว, ซูมยิงระยะไกล 2.) พลังเหนือธรรมชาติของ Jesse ที่เป็น Highlight ของเกมเช่น พลังจิตเขวี้ยงวัตถุใส่ศัตรู (เรียกว่า Launch), สร้างเกราะป้องกัน, เหาะ หรือสะกดจิตศัตรู ซึ่งทั้งกระสุน และพลังจะ Recharge อัตโนมัติเมื่อไม่ใช้งาน ส่วนค่า Attribute ของตัวละคร, อาวุธ และพลังสามารถอัพเกรดผ่าน Skill tree หรือ Item ที่ใส่ใน Slot ได้
Combat มีลักษณะเป็น Arena เมื่อเราเข้าถึงจุด Trigger ศัตรูจะ Spawn ขึ้นมาเรื่อยๆตามจำนวนที่กำหนด ศัตรู Drop Health เมื่อโดน Damage หรือตาย ซึ่ง Combat แต่ละครั้งศัตรูมีจำนวนมาก และส่วนใหญ่มักเข้าประชิดตัว เห็นได้ว่าเมื่อเอาองค์ประกอบต่างๆมารวมกัน Combat ถูกออกแบบมาให้เราเคลื่อนที่ตลอดเวลาไม่ว่าจะตอนพุ่งเข้าใส่กลุ่มศัตรูเพื่อทำ Damage ให้มากที่สุดร่วมกับเก็บ Health หรือตอนที่หาจังหวะหลบมา Recharge และเมื่อรวม Combat กับ การควบคุมที่ลื่นไหล และองค์ประกอบศิลป์อย่าง Animation, Sound design หรือวัตถุ กับฉากที่พังได้ ทำให้การต่อสู้แต่ละครั้งมีความ Cinematic มากทั้งจากความโกลาหล และเศษซากต่างๆที่ปลิวว่อนรอบตัว

แต่ Combat ก็มีปัญหาใหญ่คือความ Balance ของพลัง และศัตรู จากพลังชนิดต่างๆที่บอกไปข้างต้น พลัง Launch มีความรุนแรงนำหน้าอันอื่นและสามารถอัพเกรดเพิ่ม Damage ได้มากขึ้นอีก ในขณะที่พลังอื่นให้ความรู้สึกว่าต้องได้รับการอัพเกรดมาระดับหนึ่งจึงจะน่าใช้เทียบเท่ากับ Baseline ของ Launch ศัตรู Non boss แม้จะมีหลายชนิดแต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาบังคับให้เราต้องใช้พลังหลากหลายในการกำจัด พูดง่ายๆคือเราสามารถใช้เพียงปืนเริ่มต้น ร่วมกับ Launch ในการจัดการกับศัตรูส่วนใหญ่ได้ ในหลายช่วงของเกมตัวผมเองรู้สึกว่าต้อง“ฝืน”ใช้พลังให้หลากหลาย หรือเอาตัวไปอยู่ในจุดเสี่ยงมากเพื่อให้สนุกมากขึ้น ศัตรูบางชนิดอึดแต่แทบไม่เป็นภัย คือถ้าเราโจมตีต่อเนื่องพอศัตรูตัวนั้นอาจไม่มีโอกาสโจมตีกลับเลย จนหลายครั้ง Combat ที่เริ่มต้นอย่างสนุก แต่จบลงด้วยการเหลือ Bullet sponge 1-2 ตัวที่ทำอะไรเราไม่ได้ และโดนเราตอดไปเรื่อยๆจนตาย แต่ยังดีที่ Boss fight ท้าทาย และกระตุ้นให้ใช้พลังหลากหลาย

ในแง่ Pacing จากที่กล่าวข้างต้นตั้งแต่ Jesse มาถึงตึก จนได้ปืน Service Weapon นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น 1-2 ชั่วโมงแรก แต่หลายชั่วโมงต่อมา Pacing ช้าลงมาก เต็มไปด้วย Fetch quest ตามหาไอเทม และผู้รอดชีวิตในตึกที่เปิดเผยเนื้อเรื่องหลักไปเพียงเล็กน้อย สำหรับเกมที่มีจุดขายคือเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ ผิดหวังเล็กๆกับเนื้อเรื่องหลักที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา และทิ้งไว้ให้ติดตามต่อในจักรวาลของค่ายเกม Remedy กลายเป็นว่าการสำรวจ Lore ของ FBC และการไล่จับพวกวัตถุเหนือธรรมชาติน่าสนใจกว่ามาก นอกจาก Main Quest และ Side Quest ตัวเกมมี Timed Quest ที่มีเวลาจำกัด Quest เหล่านี้ไม่มีเนื้อเรื่อง และให้ Reward ที่สามารถเก็บได้จากการเล่นปกติ แลดูเป็น Feature ที่ดูไม่ค่อยจำเป็นเท่าไร และชอบ Trigger ขึ้นมามาตอนกำลังทำ Quest เนื้อเรื่องอยู่

ใจจริงผมอยากจะชอบ Control กว่านี้มากๆ แต่ปัญหาที่มีทำให้บางช่วงไม่ค่อยสนุกจนเกือบเบื่อไปเลย ความรู้สึกสรุปเลยออกมา Mixed แบบนี้ เมื่อเอาทั้งข้อดี และข้อเสียรวมกันตัวผมพอใจที่จบเนื้อเรื่องหลักกับ Side Quest จำนวนหนึ่ง และคงไม่ไปต่อกับ DLC ยังไงก็ตาม Remedy ทำงานศิลป์ออกมามีเอกลักษณ์ และใส่รายละเอียดจำนวนมากที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในเรื่องราวของหน่วยงาน FBC ถ้ามีโอกาสก็ยังอยากให้เกมเมอร์หลายๆท่านได้ลองมาสัมผัสโลกของ Control ดูครับ












