เพิ่งเล่นจบ (2026) 1#: Trails in the Sky 1st Chapter

Tasha Strong
Tasha (@kindest_natlala)

เราโตมาในบ้านที่มี PlayStation 1 เครื่องเดียว และญาติ ๆ ต้องมานั่งแบ่งเครื่องกันรวมกัน 6 ชีวิต การเป็นน้องเล็กก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เล่นทันที ก็นั่งดูสิคะรออะไร 555+ กว่าจะได้เล่นก็ต้องรอพวกพี่ ๆ เค้าเล่นให้จบกันก่อน แต่ละเกมที่พวกพี่แกเล่น โห Final Fantasy VIII งี้ Dragon Quest VII งี้ กับประโยคคลาสสิก “เห้ยๆ ให้พี่เล่นจบตรงนี้ก่อน” ซึ่งก็รู้กันดีว่าแม่งอีกยาว การที่โตมาแบบนี้ก็ทำให้เราชอบเกมแนว turn-based RPG และ CRPG ไปโดยปริยาย เพราะขนาดตอนที่บ้านมีคอม ก็กลายเป็นว่าช่าไปเกาะเก้าอี้ดูเค้าเล่น Star Wars: The Old Republic กับ Baldur’s Gate อีก เอ้อ เอาเข้าไป

อย่างน้อยพอพวกพี่ๆ แกมีคอม เราจะรออะไรล่ะ ไปเล่นเพลย์หนึ่งเด่ะ

ปัญหาคือ มันก็ต้องเล่นเกมที่พวกพี่แกซื้อ ๆ มาเนี่ยแหละ นอกจาก Tenshu กับ Karmen Raider Kuuga แล้ว ก็มีแต่ Final Fantasy VII ถึง IX และ Dragon Quest VII เนี่ยแหละ มันทำให้เราโตมากับ JRPG แบบงงๆ พอโตมาหน่อยก็ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั่นเนอะ ถึงแม้เรารักเกมแนวนี้ (แบบงงๆ) ขนาดไหน ก็ต้องหนีไปเล่นเกม Free To Play สมัยนั้น PangYa, Audition กับ Yulgang ต้องไม่พลาด

เกมพี่เหลี่ยมที่น้องช่ารัก

พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเริ่มกลับมาสนใจเกมแนวนี้ด้วยความที่คิดถึง Final Fantasy พอตัว มันเป็นอะไรที่เปิดโลกมาก พอมาเจอเกมแนว JRPG อื่นๆ ที่ไม่คุ้นตาอย่าง Shin Megami Tensei ช่วงนั้นเป็นอะไรที่ว้าวโครต ๆ อย่างระบบจับภูตผีปีศาจมาอยู่ในทีมหรือเกมกระกูล Tales ทั้งดัง และมีตัวละครคูล ๆ กลายเป็นว่าเรามานั่งตามเก็บไปเรื่อย ๆ อีกด้วย ส่วน Kingdom Hearts เกมนี้ไม่มีพลาด ส่วน Persona พูดได้เต็มปากว่าเล่นจบทุกภาคหลักแล้วแหละ *กระดกแว่น* โฮะๆ
แม้ว่าเป็นคนที่มีเวลาว่างเยอะมากขนาดไหน แต่เวลาก็ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีจำนวนจำกัดเกมใหม่ก็อยากเล่น เกมเก่าก็อยากลอง พอเป็นแบบนั้นเวลาจะเลือกเกม JRPG เก่าๆ มาเล่นสักเกม สองสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ “ตัวละครเท่ไหม” กับ “ต้องเล่นทุกภาคถึงจะเข้าใจเกมไหม” เพราะสองอย่างนี้เป็นเหตุผลหลักที่ยังไม่ได้ลองเล่นเกมตระกูล Trails กะเขาสักที ด้วยความที่เกมน้องของเกมตระกูลนี้ยังเป็นตระกูลย่อยของแฟรนไชส์ที่ใหญ่กว่า (The Legend of Hereos) แล้วจุดขายของแฟรชไชส์คือ “เนื้อเรื่องทุกเกมเกี่ยวข้องกันหมดเลย!”

แน่ใจนะว่าไม่ใช่ Harvest Moon

นอกจากนั้นยังไม่พอ ตัวแฟนคลับเองก็ตกลงกันไม่ได้ว่าจะแนะนำให้คนเล่นเริ่มตรงไหนดี บางคนบอกเล่น Cold Steel แล้วดูบทสรุปภาคอื่นบน YouTube เอา บางคนก็บอกว่าเกมเก่าๆ มัน jank (ตะกุกตะกัก ล้าสมัย) เกินไป เริ่มที่ Daybreak ไปเลย แต่ก็มีแฟนคลับรุ่นเดอะหลายๆ ท่านที่บอกว่า “เห้ย พวกเอ็งต้องกลับไปเล่น Trails in the Sky สิเฟ้ย!”

อะโห้ ยังกะคนละเกม

The Legend of Heroes VI: Trails in the Sky ถือว่าเป็นเกม JRPG ขึ้นหิ้งอีกเกมหนึ่งที่มีชื่อเสียงอันเลื่องลือและจะปรากฏบ่อยๆ ในลิสเกม JRPG ที่ดีที่สุดตลอดกาล ด้วยการเขียนบทตัวละครที่หลาย ๆ คนตอนได้เล่นต้องบอกว่า “ล้ำสมัย” มาพร้อมกับตัวละครที่มีหลายมิติ กับสไตล์การเขียนค่อนข้างจะ subversive (ลบภาพจำ) ของความคลิเช่ตัวละคร “อนิเมะ” ต่างๆ และการพูดถึงประเด็นการเมือง การปกครองหนัก ๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา
มันเป็นเวลาที่เหมาะแล้วที่จะเริ่มเล่นเกมตระกูล Trails จริงจังกับ Trails in the Sky 1st Chapter หนึ่งในเกมที่มีคะแนนรีวิวเยอะที่สุดของปี 2025 และคนจำนวนไม่น้อยมองว่า “นี่คือ RPG of the Year ตัวจริง!” ซึ่งช่าไม่รู้หรอกว่าเกมนี้มันเทียบกับเวอร์ชั่นปี 2004 ได้ไหม แต่ช่าพูดได้เต็มปากเลยว่าเนื้อเรื่องของเกมนี้มัน Timeless Classic (เหนือกาลเวลา) และถือได้ว่าเป็นการเล่าเรื่อง “ชั้นครู” อีกหนึ่งเกม

Walk the Lands You’re Meant to Protect

สมมติว่าเราทำงานให้กับองค์กรจิตอาสาสักองค์กรหนึ่ง เราจะทำงานเก่งขึ้นได้ยังไง? แน่นอน เราก็ต้องลงมือทำน่ะสิ!

Trails in the Sky 1st Chapter คือเกมที่จะพาเราติดตาม “สองพี่น้อง” ต่างพ่อแม่ (และต่างขั้วสุดๆ) อย่าง Estelle Bright กับ Joshua ทั้งคู่ทำงานจิตอาสาให้กับ Bracer Guild องค์กรรักษาสันติสุขของราษฎรแต่ไม่ใช่ภาครัฐและไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐไหน ตามรอย Cassius Bright ฮีโร่ในตำนานและผู้เป็นพ่อของ Estelle และคนที่เก็บ Joshua มาดูแล ด้วยความที่โตมามี Cassius เป็นฮีโร่ ทั้งคู่ก็ได้คลุกคลีกับ Bracer Guild ที่เปี่ยมไปด้วยความ “จิตอาสา” และ “มีน้ำใจ” พวกเค้าจึงฝึกงานกับองค์กรจนได้มาเป็น Junior Bracer กันเองอย่างเต็มตัว

นางเอกสุดสวยกับไอ้ลูกหมาของแม่ช่า

แต่ทว่า Cassius อยู่ดี ๆ ก็หายตัวไปในขณะที่กำลังทำภารกิจในต่างแดน ทำให้ Estelle และ Joshua ตัดสินใจออกเดินทางตามหาเบาะแสของพ่อ ซึ่งในการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ พวกเค้าก็สามารถเลื่อนขั้นในองค์กรได้ พ่อก็อยากหา แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนเพราะรู้ว่ายังไงพ่อก็ดูแลตัวเองได้ (ห่วงกันจริงไหมเนี่ย?) งานก็อยากไต่เต้า ยิงปืนทีเดียวได้นกสองตัว จะรออะไรอีกล่ะ ออกไปผจญภัยกันเลย!
สิ่งที่ทำให้เกมนี้มันฉีกออกจากเกมหรือสื่อ “อนิเมะ” ต่าง ๆ ได้คือตัว Estelle กับ Joshua ไม่ใช่ The Chosen Ones (ตัวละครผู้ถูกเลือก) เราจะได้เห็นพวกเค้าทั้งคู่เติบโตขึ้นแบบที่ทำความเข้าใจได้ในบริบทโลกของเกม ในเชิงสเกลภารกิจที่สองคนนี้ได้รับ หรือการที่งานที่่พวกเค้าทำเอาจริงๆ “ใคร ๆ ในองค์กรทำก็ได้แหละ” และยังมีตัวละครต่างๆ ที่จะมาคอยสนับสนุนเด็กสองคนนี้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น sister-figure อย่าง Sherazard ที่เลี้ยงทั้งคู่มาตั้งแต่เด็ก ๆ แถมยังเป็น Bracer รุ่นพี่ของเค้าทั้งสอง อีกทั้งยังมี Zin กับ Agate ที่เป็นรุ่นพี่ที่ได้รับมอบหมายดูแลรุ่นน้องทั้งสองในแต่ละช่วงของเกม มีตัวละครที่นำหน้าที่ “ผู้ใหญ่” อีกมากมาย ทำให้เรารู้สึกว่า อือ เรากำลังสวมบทเป็นเด็กอายุ 16 จริงๆ แฮะ แต่ตัวเกมก็ไม่ได้ด้อยค่าความเป็นเด็กของสองคนนี้ (หรือตัวละครอายุน้อยคนอื่น ๆ ในเกม) แถมยังให้เกียรติพวกเค้าได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

แวะก่อน ขอคุยเรื่องสำคัญเกี่ยวกับไดนามิกของ Estelle กับ Joshua

แม้ว่าส่วนตัวเราว่าตัวเกมสามารถเล่าความชัดในความรู้สึกของตัวละคร Estelle และ Joshua ได้อย่างดีเยี่ยมในเรื่องที่สองคนตกหลุมรักกัน ช่าก็เข้าใจในความไม่สบายใจที่หลาย ๆ คนอาจจะมีระหว่างสองตัวละครนี้

เค้าใสๆ กันแหละคุณ... เนอะ....

ช่าคิดว่าทีมเขียนฉลาดมาก ๆ ที่ไม่ได้เล่นประเด็น “รักต้องห้าม” และคอยให้ตัวละครผู้ใหญ่ในชีวิตของน้องสองคน รวมกระทั่งทุกคนที่สองคนนี้เจอในเกม คอยพูดตลอดว่า “สองคนนี้เค้าไม่ได้มองว่าเค้าเป็นพี่น้องกัน” และคอยหยอกล้อสองคน ตั้งคำถามว่า “เมื่อไหร่จะกล้าพูดความรู้สึกกัน” ซึ่งตัวละครที่ชัดเจนกับเรื่องนี้ที่สุดก็คือตัวของ Cassius Bright ผู้เป็นพ่อเอง ที่เป็นคนฝากฝั่ง “ลูกสาว” ให้ “ลูกเขย” ในอนาคต เราเลยคิดว่าการที่ตัวเกมค่อย ๆ ปูว่า Estelle เริ่มเข้าใจตัวเองว่า รักเค้า “แบบนั้น” ตั้งแต่เด็กแล้วกับโชว์ให้เราเห็นชัดๆ ว่า Joshua รู้ใจตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เจอกับ Estelle ว่า “คนนี้แหละ ใช่เลย” มันก็เป็นการ “ลบภาพจำ” ไดนามิกแบบนี้ในสื่ออนิเมะต่างๆ ที่จะเน้นมุมมองและขายความ problematic (มีปัญหา) ของความสัมพันธ์เชิงนี้ ส่วนตัวเลย การที่สองคนนี้ “อยู่ในสายตาผู้ใหญ่” ในทุกบริบทไม่ว่าจะเป็นงานถึงเรื่องราวของสองคน เป็นอะไรที่ฉลาดคิดมากๆ

ความที่สองคนนี้อยู่ใน "สายตา" ผู้ใหญ่ มันเลยทำให้มันไม่รู้สึกแปลกสักเท่าไหร่สำหรับเรา

ถ้าใครยังไม่ซื้อเรื่องของไดนามิกแล้วรู้สึกไม่สบายใจ อยากให้ลองเดโม่ของเกมดูก่อน หากยังคิดว่ามันก็ยังแปลกๆ อยู่ ขอบอกตรงๆ เลยว่าไม่แนะนำให้เล่น เพราะไดนามิกของสองคนนี้เป็นหัวใจสำคัญของตัวเกม ถ้าไม่อินสองตัวละคนนี้ คงจะเล่นไม่สนุกเลยล่ะ

โลกของ Liberl และตัวละครที่น่าจดจำ

พูดถึง Estelle กับ Joshua มาพอตัวแล้ว เรามาพุดถึงตัวละคนอื่นๆ ที่น่าจดจำไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น NPC หรือสมาชิกในปาร์ตี้ของเรา ก็ล้วนแต่เป็นที่น่าจดจำ
เกมนี้ส่วนใหญ่จะปูตัวละครให้ดู “ตลก” นำมาก่อน จะทำให้เราคิดว่าตัวละครมันเป็นตัวละครที่มีมิติเดียว ออกมาเล่นมุกเฮฮาแล้วก็จากไป ซึ่งทีมเขียนบทใช้จุดนี้ทำให้เราตายใจ ก่อนที่จะค่อย ๆ เผยหลาย ๆ ด้านของตัวละครขึ้นมาและทิ้งคำใบ้ในบทสนทนาต่าง ๆ หรือ mannerism (จริตนิยม) ของตัวละครที่ animate ออกมาได้อย่างดีงามมากๆ ทำให้เรานะฐานะผู้เล่นรู้สึกฉลาดที่ปะติดปะต่อเองได้ แต่เค้าตั้งใจปูให้เป็นอย่างงั้นตั้งแต่แรกแหละ

จ้า พ่อหนุ่มขาดความรัก

ตัวละครที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดก็หนีไม่พ้นหนุ่มขี้หลีอย่าง Oliver ที่เปิดตัวมาก็ stereotypical blonde himbo หนุ่มผมทองจีบชาวบ้านไปทั่ว อารมณ์ว่าปากต้องคาบดอกกุหลาบทุกฉากเลยแหละ ตกหลุมรักชาวบ้านไปทั่ว ถ้าเรามองการแต่งกาย อาวุธที่เค้าใช้ สำเนียงของเค้าที่ต่างจากตัวละครอื่นและการวางตัวต่าง ๆ ของตัวละครนี้ เกมมันใบ้กับเรามาตลอดผ่าน visual cues (การชี้นำด้วยภาพ) ว่าไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดา ถ้าอยากรู้ว่าแท้จริงเค้าเป็นไง ไปเล่นเองไม่สปอยหรอก แฮ่!!
ตัวเกมใส่ใจทำอย่างนี้กับตัวละครที่คุยได้ทุกตัวจริง ๆ NPC ตามเมืองต่าง ๆ ที่เราคุยด้วยได้ก็มี plot progression เป็นเนื้อเรื่องเล็ก ๆ ของตัวเอง การที่เราคุยกับพวกเค้ารอบแรก แล้วกลับมาคุยกับพวกเค้าใหม่อีกในชั่วโมงต่อมา เราจะพบว่าเค้ามีบทพูดใหม่ และเนื้อเรื่องเค้ามัน “progress” ต่อ เราว่ามันเป็นอะไรที่เก๋มาก และไม่ค่อยมีเกมไหนพยายามทำ ด้วยความที่ว่ามันคงต้องใช้ทรัพยากรเยอะพอตัว แต่นี่ก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่เกมนี้กลายเป็นเกมขึ้นหิ้งในการเล่าเรื่องจริงๆ เช่นเราอาจจะเจอ NPC เด็กนั่งเหงา ๆ ในเมืองแรก แต่พอเรากลับมาหลังเล่น Side Quest ที่ไม่เกี่ยวกับน้อง พอกลับคุยอีกครั้ง จะมีคนมานั่งกินข้าวด้วย

นอกจากเรียนรู้เกี่ยวกับพื้นที่เมืองต่าง ๆ ตามที่เราเดินทางไปถึง 5 ที่ ผ่าน interaction (ปฏิสัมพันธ์) กับ NPCs เหล่านี้แล้ว ก็ยังมี Side Quests อีกเพียบที่รอเราอยู่ ซึ่งนอกจากที่ Side Quest นี้จะเขียนออกมาให้เราเห็นการใช้ชีวิตของคนพื้นเมืองได้อย่างดีแล้ว มันก็ยังเป็น Side Quest ที่ไม่ค่อยน่าเบื่อนัก เพราะตัวเกมได้คิดระบบ “Speed Up” ขึ้นมา ทำให้เราเคลียร์คอนเทนต์เหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลากับ Fetch Quest เหล่านี้เกินกว่าจำเป็น

ด้วยสายอาชีพของเหล่าตัวละครหลัก พร้อมกับการที่ Estelle เป็นคนที่มีความจริงใจและรักความถูกต้อง ถึงแม้นางจะให้ฟีลตัวเอกการ์ตูนโชเน็นมากไปหน่อยในบางครั้ง เนื้อเรื่องเกมทั้งเรื่องหลักและรอง มันก็ตอกย้ำประเด็นหลักของตัวเกมได้อย่างดี นั่นก็คือความคิดในเชิง Collectivism (ชุมชนนิยม) ที่เชื่อว่าการอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวเป็นสิ่งสำคัญ และน้ำใจเป็นอะไรที่สำคัญมากในการอยู่ร่วมกันในคอมมิวนิตี้ สังคมจะน่าอยู่ถ้าทุกคนรวมใจกันช่วยกันคนละไม้คนละมือ

Estelle หนูไปจำมาจาก Sailor Moon มาใช่ไหมเนี่ย

และอีกหนึ่งธีมใหญ่ ๆ ช่วงเล่นแรก ๆ ยังไม่เอ๊ะ ก็คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องการเหยียดเพศในสังคม ซึ่งมันมีตั้งแต่สเกล catcalling (พูดจาหยอกล้อ/แซว) ที่ Estelle จะโดนคนหน้าหม้อล้อ หรือการตั้งคำถามในเชิงที่ว่า “เห้ย เป็นเด็กผู้หญิงอะ ทำได้จริงหรอ/ไม่ต้องมายุ่งน่า!” จากตัวร้ายหลายๆ ตัว อาจจะลามไปถึง “เพศที่อ่อนแอจะปกครองเมืองได้จริงเหรอ?” ตัวเกมใช้โอกาสทุกครั้งในการล้อชุดความคิดเหล่านี้ พร้อมให้ผลงานของตัวละคนหญิงทุกตัวในเกม “ตบหน้า” คนที่ตั้งคำครหาพวกเค้า ด้วยการผ่านผลงานต่าง ๆ และในปี 2004 การเขียนบทที่ค่อนข้าง feminist จ๋า ๆ อย่างนี้คือ “ก้าวหน้ามาก” ในความคิดเรา และยังเป็นธีมหลักที่ยังอิมแพคกับสังคมปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม

สิ่งเหล่านี้มันจะทำไม่ถึงเลย ถ้าไม่มีการพากย์อย่างดีเยี่ยมจากทีมงานคุณภาพ แต่ละคนที่มาพากย์เกมนี้ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่เราได้เล่น บอกได้เลยว่า “เบอร์ใหญ่” ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคุณ Stephanie Sheh และ Johnny Young Bosch ที่ให้เสียง Estelle และ Joshua มาตั้งแต่เวอร์ชั่น 2004 หรือถ้าใครเป็นแฟนคลับ Critical Role ก็คงไม่แปลกใจที่เฮีย Matthew Mercer จะมาโผล่ในเกมนี้ได้ (เอาจริง เฮียไม่พากย์เกมไหนบ้าง!?) บอกเลยว่า เนื้อเรื่องขั้นเทพอย่างนี้มันเทพได้ เพราะเสียงของพวกเค้าจริงๆ

ระบบต่อสู้ที่สมูธมากๆ

Trails in the Sky 1st Chapter ไม่ได้มีดีแค่เนื้อเรื่อง เพราะการผสมผสาน Quick Battle แบบเกมแนวแอคชั่นกับคอมแบทแบบ Turn-Based ได้อย่างลงตัวและสมูธมากๆ การกดไปมาระหว่างสองโหมดก็ทำได้อย่างกลมกลืน ส่วนตัวช่าเห็นว่าทาง Falcom เริ่มทำแนวนี้มาตั้งแต่ภาค Daybreak และได้ทราบมาว่ามันดีขึ้นมาเรื่อย ๆ ในแต่ละเกม มีแฟนคลับจำนวนไม่น้อยมองว่า 1st Chapter เป็นเกมที่ Falcom ทำออกมาได้ลื่นไหลที่สุดแล้ว ถ้าใครเคยเล่นเกม Metaphor: ReFantazio จะนึกภาพออกว่า Quick Battle จะประมาณไหน แต่ว่าตัว 1st Chapter ทำให้ระบบ Quick Battle ค่อนข้างที่จะมีมิติกว่า ด้วยระบบคอมโบ (Light, Heavy, Special) ถึงแม้ไม่หวือหวามากเมื่อเทียบกับเกมแอคชั่นโดยตรง แต่พอซูฮกกับระบบคอมแบทในเกมแนว Platformer ได้อยู่ ไม่ได้ใส่มาแค่จะได้บอกว่าแตกต่างจากชาวบ้าน ส่วนใหญ่แล้วเอาไว้ฟาร์มเงินและเลเวลเร็วๆ ตอบโจทย์คนขี้เกียจนั่งปั่นเวลนานๆ

ฟาดแรงๆ เบยแม่

ส่วนในระบบ Turn-Based ของเกมนี้ ช่ามองว่าเค้าทำมันออกมาได้สุดติ่งกระดิ่งแมวสุดๆ โดยตัวเกมจะใช้ระบบ Turn Order คล้ายๆ ในเกม Final Fantasy X (ตามสปีดของตัวละคร) และเน้นการต่อสู้แบบ “timeline manipulation” (ทำยังไงก็ได้ ให้เราต่อ turn ของฝั่งเราไปเรื่อยๆ) ไม่ว่าจะผ่านการสตั้นศัตรู ใส่ status effect ต่างๆ ใช้ท่าโจมตีที่สามารถหยุดการร่ายเวทย์ของศัตรู หรืออีกมากมาย ซึ่งฝั่งศัตรูก็สามารถทำสิ่งเหล่านี้ใส่เราได้เหมือนกัน เลยทำให้มีความรู้สึกตึง ๆ เวลา “คอมโบ” เราจบ กลัวว่ามันจะสตั้นเรารัวๆ กลับ

ศัตรูเยอะก็ไม่หวั่น ถ้าเราสตั้นมันได้หมด!

ด้วยความที่ตัวเกมเป็นแบบนี้ เกมนี้การใช้บัฟในปาร์ตี้ ดีบัฟลดพลังศัตรู คาถาฮีล คาถาติดโล่ หรือแม้กระทั่ง Status Effect แบบพิษหรือคาถาห้ามร่ายเวทย์ มันมีพื้นที่ให้ใช้เยอะมาก ตามแต่เพลย์สไตล์ของผู้เล่น ซึ่งปัญหาในเกม Turn-Based ต่าง ๆ คือเรามักจะมีการเล่นที่ตายตัวมากๆ หลักจากที่เรา “ไขปริศนาตัวเลข” ของเกมได้ ลองนึกภาพที่ Expedition 33 ปีที่แล้ว ที่เล่นไปสักพักทุกคนไปเล่นบิวท์เดียวกันหมด (มาเอลตบ 3 ล้าน) ด้วยความที่ตัวเกมอาจจะไม่ได้บาลานซ์การเล่นแนวอื่นและทำให้เรารู้สึกไม่จำเป็นต้องทดลองอะไรใหม่ๆ แล้ว

การที่ 1st Chapter ทำให้เรา “เปลี่ยนตี้” ตลอดเวลาการเล่น ทำให้เราได้เห็นถึงศักยภาพของตัวละครทุกตัวและ Falcom ได้ออกแบบให้ตัวละครทุกตัว “ใช้ได้” ในทุกสถานการณ์ เหมือนว่าตัวเกมมันดีไซน์มาว่า บอสตัวนี้ ผู้เล่นสามารถจัดการมันได้แบบง่ายๆ 5-6 แบบ แล้วแต่พวกเค้าจะเล่น ที่ดีไซน์แบบนี้มันเวิร์คก็เพราะระบบ progression system ของเกมนี้ที่มีชื่อว่า Orbment System เป็นระบบที่คิดออกมาดีมากๆ

ถ้าใครเคยเล่น Final Fantasy VII มองผิวเผินระบบนี้จะคล้ายๆ กับ Materia พอสมควร แต่ละตัวละครจะมี “หิน” ติดตัวได้ถึง 6 อัน และหินแต่ละอันจะให้ stat ตัวละคร (HP, MP, ดาเมจ, คริติคอล) และธาตุที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าตัวละครมีหินธาตุเดียวกันหลายๆ อัน ตัวละครตัวนั้นก็จะสามารถใช้สกิลเลเวลสูงในธาตุนั้นๆ ได้ คือถ้าใครอยากจะเล่นเกมนี้รอบสองเชื่อเลยว่าคงหาวิธีเอาเวทย์โกงๆ มาใช้ในช่วง Early Game ได้อย่างแน่นอน เพราะระบบนี้มันปลายเปิดมากๆ และเราสามารถทำให้ตัวละครเราเป็นสายอะไรก็ได้ แต่จะให้โฟกัสกับโรล “แม่พิมพ์” ของแต่ละตัวก็ดี Falcom ให้ creative freedom ผู้เล่นได้อย่างดีเยี่ยม

ความพิเศษของเกมนี้ + ตอนจบที่ทำให้อึ้ง (ไม่สปอย)

แม้ว่าจะไม่ได้โตมากับแฟรนไชส์นี้ แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานภาพแบบอนิเมะสมัยตอนเด็ก ๆ เพลงแนวเกมแฟนตาซีที่จะได้ยินผ่านหูในช่วงนั้น หรือเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างจะย่อยง่ายถึงแม้ว่ามันจะมีหัวข้อหนัก ๆ มันทำให้เรารู้สึก nostalgic (รำลึกถึงความหลัง) แบบแปลก ๆ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทุกตัว โดยเฉพาะ Estelle กับ Joshua มันกินใจจนเราทั้งเชียร์ ดีใจ และร้องไห้ไปกับพวกเค้าตอนที่เล่น มันเหมือนเราได้ไปผจญภัยกับเพื่อนจริง ๆ เล่นเพลินจนแทบจะวางจอยไม่ได้เลยตลอด 10 กว่าวันที่เล่นจนจบ จนเพื่อนด่าทำไมไม่มาเล่นเกมด้วย

อีกอย่างที่เกมนี้ฉีกไปเลยคือการที่ไม่มี “random final boss” แบบ อยู่ดีๆ มีพระเจ้ามาเป็นบอสสุดท้าย หรือ “evil church” ที่ JRPG ชอบมี (อยู่ดีๆ ตัวร้ายหลักกลายเป็นศาสนาสะงั้น) เกมไม่เคยหลอกเราหรือไม่เคยเล่นอะไรที่ตัวเกมไม่ได้ปูเอาไว้ แบไต๋แม่งทุกอย่าง และตรงไปตรงมามาก ๆ เราชอบเวลาเกมมันให้รางวัลตอนเราคิดตามไปกับเนื้อเรื่อง

แถมตอนจบเกมนี้คือพูดได้สองคำว่า “ปวดตับ” เค้าทำออกมาดีจนเรานั่งช็อคไปเลยหลังจากเล่นจบ นอกที่ว่าเค้าจะเขียนบทได้พีคแล้ว เค้ายังสรุป 1st Chapter ได้อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่เปิด 2nd Chapter ได้อย่างน่าปาจอย ทนรอเล่นไม่ไหวแล้วโว้ยยยยยย

ช่ารู้สึกเหมือน Estelle ในรูปนี้เลยพอเล่นจบ

ขยี้สุด ๆ คนที่รู้ตอนจบจะรู้กัน ใบ้ไม่ได้ด้วย แม่งพวกคุณต้องเห็นเอง

สรุป - เชี้ยต้องเล่น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ดีใจมาก ๆ ในที่สุดก็เล่นเกม Trails จบสักภาค แถมที่ดีใจกว่านั้นคือเราได้เล่นเกม JRPG น้ำดีที่พลาดไปหลายปีมาก ๆ สักที ประทับใจสุดๆ จนไม่รู้จะพูดอะไรเพิ่มเติมนอกจากว่า “พวกคุณต้องไปลองเล่นเอง” โดยเฉพาะคนที่ชอบเกมแนวนี้อยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นแฟนตัวยงก็ยังรู้สึกถึงได้ว่า เกมนี้เป็นจดหมายรักให้กับแฟนคลับแฟรนไชส์นี้

และนอกจากเนื้อเรื่องที่จะสุดแล้ว เกมเพลย์ก็ม่วนคั่ก ทำให้เห็นเลยว่าเกมแนว Turn-Based แบบเพียว ๆ มันไปต่อได้อีกเยอะ ดีไซน์ของการต่อสู้กับบอสสักตัวมันควรจะเป็นการ “ทดสอบ” ความเข้าใจระบบของผู้เล่น และให้รางวัลผู้เล่นที่เข้าใจ 1st Chapter ทำตรงนี้ออกมาได้ถึงมากจริง ๆ

ถ้าช่าเล่นเกมนี้จบตั้งแต่ปีที่แล้ว ลุงโคจิม่าอย่าหวังรางวัล โก๊ะตี๋ 2025 จากช่าเลย มีแต่คนบอกว่า 2nd Chapter ดีกว่านี้อีก ปลายปีเจอกันแน่ Falcom ไม่มีทางที่เราจะพลาด!!

Trails in the Sky 1st Chapter
Trails in the Sky 1st Chapter เป็นหนึ่งในประสบการณ์การเล่นเกมแนว Turn-Based RPG ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยได้เล่นมาในชีวิตของช่า นี้คือการเปิดประตูไปสู่เกมตระกูล Trails และ The Legend of Heroes ได้อย่างดีเยี่ยม สมกับคำร่ำลือว่าเป็นหนึ่งใน RPG ที่ดีที่สุดในทศวรรษนี้

10


บทความอื่นๆ

Review Hades 2 (2025)

"“God-lier Like, Rogue-ier Like”"

Intenseflute (@Fluteisintense on Twitter)
Intenseflute (@Fluteisintense on Twitter)

รีวิว Lumines Arise - Manman02

"The Connected Effects: Lumines Arise เป็นหนึ่งในเกมแห่งปีของผม และมันจะอยู่ในใจผมไปอีกนานแสนนาน"

Manman02 (@InfraDom)
Manman02 (@InfraDom)

อ่านช่าบ่น: "เกม" "รีวิว" "ความชอบ" และ "คุณ"

"เราอ่านรีวิวเกมกันไปเพื่ออะไร?"

Tasha Strong
Tasha (@kindest_natlala)

Who the hell is Zagreus? (Pun Intended)

"เทพบุตรแห่ง Rogue-like เป็นใครมาจากไหนตามเทพปกรณัมกรีก"

Intenseflute (@Fluteisintense on Twitter)
Intenseflute (@Fluteisintense on Twitter)